ขายตรงกลายพันธุ์ แฝงอีคอมเมิร์ซ ปั่นเงิน?

ทีมบรรณาธิการ

20 มีนาคม 2560

โลกนี้ยังมีคนที่ถือคติ “กฎมีไว้แหก ไฟแดงมีไว้ฝ่า” ก็เลยต้องมีเรื่องให้วุ่ยวายไม่จบไม่สิ้น


อย่างเรื่องนี้ก็อีหรอบเดียวกัน ปกติการจะทำธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงต้องมีการขออนุญาตจากสคบ.หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ดูแลกฎหมายขายตรงอยู่ จึงจะสามารถทำธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงได้


นอกจากขายตรงแล้ว ตลาดแบบตรงมาจากไหนคืออะไร


เพื่อให้เข้าใจเรื่องที่จะรายงานอยู่นี้แบบไม่มีใครงง ขออธิบายขยายความให้รู้จักขายตรง และตลาดแบบตรงตามนิยามของกฎหมาย


จริงๆมันมีภาษาของกฎหมาย ถ้ายกมาทั้งดุ้นเดี๋ยวจะรำคาญ เพราะภาษากฎหมายอ่านแล้วต้องแปลความ


เอาที่เข้าใจง่ายๆ ขายตรงก็คือการที่บริษัทหรือผู้ประกอบการมอบหรือขายสินค้าให้นักขายนำสินค้าไปขายให้ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านร้านค้าไม่มีร้านค้า องค์ประกอบสำคัญที่จะนับเป็นขายตรงมี3ส่วน คือ ผู้ประกอบการ (มีสินค้า), นักขาย (นำไปขายให้), ผู้บริโภค


ส่วนตลาดแบบตรง อันนี้หลายคนงงๆ ไม่ค่อยคุ้น จริงๆทุกคนรู้จักดี เจอกันบ่อยๆ ทุกวัน เพราะมันคือการขายของผ่านสื่อ ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการขาย เช่นขายทางทีวี อันนี้มีมานาน ขายทางวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ทุกแบบ ให้คนที่อยากได้โทร.ไปสั่งซื้อ นั่งรอรับของอยู่ที่บ้าน จะจ่ายเงินทางไหนก็ว่ากันตามสะดวก แต่คนขายกับคนซื้อไม่เจอกัน


มายุคหลังโลกเปลี่ยนไปมีเว็บไซต์ โซเชี่ยลมีเดีย ยิ่งมีสมาร์ทโฟนเลยไปกันใหญ่ ใหญ่มโหฬารมหาศาลไปโน่นเลย ช่องทางนี้จึงกลายเป็นสื่อในการขายสินค้าไปทั่วโลก ซึ่งก็คืออีคอมเมิร์ซที่มาแรงกว่าอี-คอมเมิร์ซอย่างทีวีและวิทยุ


ทั้งหมดที่ผู้ขายกับผู้ซื้อไม่เจอกัน แต่ใช้สื่อต่างๆเป็นตัวเชื่อม คนซื้อก็โทร.สั่ง หรือสั่งทางออนไลน์ จ่ายเงินกันได้สารพัดแบบ แล้วนั่งรอรับของอยู่ที่บ้านนี่ล่ะคือการตลาดแบบตรงตามภาษากฎหมายขายตรง


อัดโมเดลเสริมยอดขายพุ่งผิดปกติ

แล้วมันเกี่ยวยังไงกับขายตรงแฝงอีคอมเมิร์ซ ก็ในเมื่อบริษัทขายตรงทุกรายก็มีสิทธ์ขายด้วยตลาดแบบตรงก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องการค้าเสรี


เกี่ยวแน่เพราะคนไทยชอบพลิกแพลง


เป็นปกติที่บริษัทขายตรงเมื่อขออนุญาตขายตรงกับสคบ.ก็มักจะขอใบอนุญาตตลาดแบบตรงไปพร้อมๆกัน


การที่บริษัทขายตรงมีสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ โซเชี่ยลมีเดีย เพื่อใช้ในการสื่อสารการขาย หรือจะมีสินค้านอกระบบขายตรงมาขายผ่านอีคอมเมิร์ซถึงผู้บริโภคอย่างเดียวก็สามารถทำได้ เป็นเรื่องปกติ


บางบริษัทอาจจะมีพื้นที่ในเว็บไซต์ให้สมาชิกสามารถใช้เป็นช่องทางขายปลีกถึงผู้บริโภคก็ทำได้


แต่ที่ทีมงาน Direct24Media สำรวจพบมานั้นน่าห่วงและกำลังแฝงอยู่ในบริษัทขายตรงบางรายเวลานี้


บริษัทขายตรงรายนี้จัดทีมงานคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยการใช้สื่อออนไลน์ มาเล่นกับกลุ่มคนที่อาจจะไม่เชื่อมั่นขายตรง แต่กำลังมองหาโอกาสค้าขายทำเงินจากอี-คอมเมิร์ซ


เมื่อคนมองหาโอกาสจากอีคอมเมิร์ซ บริษัทพวกนี้มองว่านี่แหละคือสุดยอดโอกาสของพวกเขากำลังมา


โมเดลเสริมเสริมธุรกิจขายตรงก็ถูกคิดขึ้น


มีการโพสต์ประกาศตามสื่อออนไลน์ต่างๆที่เจาะตรงถึงผู้ที่สนใจอยากมีรายได้เสริม อยากทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วยข้อความประมาณว่า “สร้างรายได้เสริม...คีย์ข้อมูลผ่านเน็ต.”จะมีคำทำนองนี้เชิญชวนให้ติดต่อเข้าไป


คนที่อ่านข้อความเข้าใจตรงกันว่านี่คืองานพาร์ตไทม์ คีย์ข้อมูลแล้วมีรายได้


เมื่อโทรศัพท์ไปพูดคุย มีคำอธิบายเหมือนกับว่าเป็นการอบรมหรือสอนให้ทำอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจแห่งอนาคตของโลกและคนอยากรวยยุคใหม่ ที่วันนี้กระแสการทำธุรกิจด้านนี้กำลังมาแรงเหลือเกิน


แต่เมื่อเข้าไปสมัครตามที่นัดหมายไว้กลับพบว่า ไม่ค่อยจะเหมือนอบรมอี-คอมเมิร์ซทั่วไป และไม่มีชื่อหรือป้ายบริษัทเหมือนสำนักงานบริษัททั่วๆไป แม้จะมีพื้นที่สำนักงานกว้างขวางกลางกรุงเทพฯ มีห้องประชุมพร้อม


เมื่อเข้าไปติดต่อก็มีการถามถึงผู้แนะนำ และมีขั้นตอนในการคัดแบ่งกลุ่มคนสายใครสายมัน เพื่อเข้าฟังการบรรยายธุรกิจ เมื่อพยายามสอบถามก็ได้รับการบอกสั้นๆว่าเป็นธุรกจขายตรง และจัดแจงให้เข้าไปในห้องประชุม
 

ให้ลงทุนหลายหมื่นบาท

หลังจากฟังบรรยายแล้วก็มีการพูดคุยกันต่อ แต่ที่ผิดสังเกตก็คือหากต้องการทำเป็นอีคอมเมิร์ซจะมีการอบรมให้ แต่ต้องสมัครและซื้อสินค้าเป็นเงินกว่า 60,000 บาท ได้สินค้าและพื้นที่เว็บไซต์จึงจะสามารถเข้ารับการอบรมขั้นตอนการขายผ่านอี-คอมเมิร์ซได้ หากไม่สมัครและซื้อสินค้าจำนวนมากเหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้าอบรมได้


แน่นอนว่าก่อนถึงขั้นให้สมัครและซื้อสินค้าก็มีการเข้าประชุมในครั้งแรกเพื่อปลุกไฟความอยากรวยให้คุกรุ่นเป็นทุนเสียก่อน แล้วค่อยคัดคนที่สนใจจริงๆให้เข้าระบบนี้


เมื่อพยายามสอบถามเพิ่มเติมจึงได้รู้ว่าสินค้าที่จะซื้อนั้นเป็นของบริษัทขายตรงรายหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีการบอกรายละเอียดมากนัก จนกว่าจะสมัครและจ่ายเงิน


จ่ายเงินแล้วจะทำได้หรือไม่

ดูจากสิ่งที่ทีมงานเข้าไปสำรวจจะเห็นว่าเป็นการทำธุรกิจขายตรงที่ไม่น่าไว้วางใจ นอกจากการชักชวนผ่านโซเชียลมีเดียอย่างหนึ่ง พอเข้าไปกลายเป็นอีกอย่างแล้ว การให้สมัครและซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อจะสอนให้ขายผ่านอี-คอมเมิร์ซเป็นความเสี่ยงของผู้สมัคร เนื่องจากยังไม่มีความรู้ความเข้าใจการทำธุรกิจเหล่านี้แต่ต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก


จะเข้าข่ายบังคับซื้อตามกฎหมายหรือไม่ สคบ.ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ


หลักฐานสำคัญที่สอดคล้องกับลักษณะการทำธุรกิจในรูปแบบชักชวนผู้มุ่งหวังให้สมัครและซื้อสินค้าต่อครั้งจำนวนหลายหมื่นบาทนั้น เมื่อตรวจสอบผลประกอบการของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจผิดปกติอย่างมาก


ปั่นยอดขายพุ่งกระฉูด

โดยตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ยอดขายจากกว่า 100 ล้านบาท พุ่งกระฉูดไปอยู่ที่กว่า 700 ล้านบาท


ไล่ดูการเติบโตแล้วหากไม่มีวิธีโมเดลเสริมพิเศษ ยากมากที่ธุรกิจขายตรงยามนี้ จะโตพรวดพราดได้ถึงเพียงนี้ โดยในปี 2554 โตถึง 3,000% ถูกต้องพิมพ์ไม่ผิด 3,000% ปี 2557 โต186% ปี 2558 โต 31%


ในขณะที่ธุรกิจขายตรงโดยรวมทั้งวงการส่วนใหญ่ยอดขายทรุดมาตั้งแต่ปี 2554 ยิ่งปี 2557 นี่อาการหนักกันเป็นส่วนใหญ่ หลายบริษัทยอดขายตกรูดชนิดที่รั้งกันไม่อยู่ ถึงขั้นปิดกิจการกันไปเป็นแถบๆ


นี่คือหลักฐานประกอบชิ้นสำคัญที่สอดคล้องกับลักษณะการทำธุรกิจอย่างชัดเจน


แผนปั่นเงิน สคบ. รู้หรือไม่

อีกประเด็นสำคัญที่ไม่มีสื่อใดๆพูดถึงเลย ทั้งๆที่มีเรื่องทำนองนี้มานาน ก็คือ การทำในลักษณะโมเดลเสริมตัวนี้คือการปั่นยอดขายให้บริษัทขายตรงรายนี้ทางอ้อมใช่หรือไม่ เป็นไปตามแผนการตลาดที่จดแจ้งไว้กับสคบ.หรือไม่ หรือทำไปโดยไม่แจ้งสคบ. ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าลักไก่


อย่าลืมว่าการประกอบธุรกิจขายตรงนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าต้องทำตามที่ได้ยื่นแจ้งกับสคบ.ไว้เท่านั้น ซึ่งก่อนจะอนุญาต ได้มีการซักถามวิธีการขายไว้ชัดเจนทุกขั้นตอนอยู่แล้ว


และการให้ผู้สนใจซื้อสินค้าจำนวนมากหลายหมื่นบาทโดยที่เขาเข้าใจว่าจะขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เมื่อตัดสินใจทำไปแล้ว ไม่สามารถขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ในแบบอีคอมเมิร์ซได้จริงจัง มีสินค้าเหลือจำนวนมาก ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะทุกคนต้องไปหาผู้มุ่งหวังคนใหม่ๆ


จะเกิดอะไรขึ้น?


แน่นอนว่าคนที่จ่ายเงินไปแล้ว ได้สินค้ามาแล้ว ขายออนไลน์ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายของเหลือ ขาดทุน ก็เข้าใจเอาเองว่าทำไม่สำเร็จ ยังไม่เก่งพอ เอาน่ะขอลองอีกหน่อย หรือไม่ก็ ยากไปไม่ไหวเลิกดีกว่า สินค้าที่เหลือก็ใช้ไป แจกไป เพราะซื้อมาแล้ว


รู้หรือไม่ สินค้าซื้อแล้วคืนได้

โดยที่ไม่รู้เลยว่าหากเป็นสินค้าที่ซื้อจากบริษัทขายตรง ผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ใน 7 วัน โดยไม่มีเงื่อนไข หรือสมาชิกที่ทำธุรกิจสามารถคืนสินได้เมื่อขอยกเลิกทำธุรกิจ บริษัทอาจจะหักค่าใช้จ่ายบางอย่างตามเหมาะสม


ปัญหาที่ซ่อนอยู่กับการทำธุรกิจลักษณะนี้ น่าห่วงเพราะไม่มีใครลงไปดูแลใกล้ชิด


เราขอชี้จุดอันตรายเพิ่ม 2 ประเด็น


อย่างแรก บริษัทขายตรงที่ทำลักษณะนี้ มีการจดแจ้งตลาดแบบตรงด้วย แต่กรณีนี้สมาชิกทำกันเอง ในนามกลุ่มสมาชิกกันเอง บริษัทไม่ได้เข้ามาดำเนินการใดๆ จะเกี่ยวข้องเฉพาะชุดใบสมัครและสินค้า การที่สมาชิกมีการระบุให้ซื้อสินค้าจำนวนมากเข้าข่ายบังคับซื้อหรือไม่


และอีกเรื่องที่สำคัญ การรับสมัคร และให้ซื้อสินค้าจำนวนมากและสอนทำอีคอมเมิร์ซ มีการระบุการขายการตลาดแบบนี้ไว้ในแผนการตลาดที่แสดงต่อสคบ.หรือไม่


น่าติดตามว่า หากเป็นการพ่วงโมเดลธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งโดยไม่มีการแจ้งสคบ. เป็นการทำธุรกิจที่ท้าทายส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสคบ.ต้องลงไปดูแล เพราะอาจจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนได้

....................

Tags: ขายตรงกลายพันธุ์, สคบ.

Related News

สคบ.เล่นบทโหด ขายตรงแหกกฎ

เปิดข้อมูลของจริงย้อน6ปี ขายตรงระดับท็อป ปี59ยอดร่วงระนาว

ดำเนินคดี 24 บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค แอมเวย์ ติดร่างแห

ระเบิดสงครามขายตรงข้ามชาติ เกาหลีดวลอเมริกา ล่าแม่ทีม-สมาชิก สนั่นออฟไลน์-ออนไลน์